"อย่าสุไลลาถิ่ม มูลมังพี่น้องเก่า อย่าสุละฮีตเซื่อหลงญ่องผู่อื่นคูน"

วินิจฉัยวินัยเรื่อง “กุลบุตรมีรอยสักที่หน้า ให้บวชได้หรือไม่”

.....ด้วยเกิดเหตุการณ์อันเกี่ยวกับความสงสัย และเกิดข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับการขออุปสมบทของกุลบุตร (ยังไม่อาจเขียนได้ว่ามีศรัทธาเพราะเป็นผู้มุ่งบรรพชาเป็นสามเณรเพื่อ“แก้บน”เท่านั้น) เนื่องด้วยเป็นผู้รูปรอยสักที่บริเวณใบหน้ามาก หรือเกือบเต็มใบหน้า (ตามภาพข่าวที่ปรากฏ) .....กรณีนี้ ในเบื้องต้นกุลบุตรผู้นั้นปรึกษากับเจ้าอาวาสที่รับพิจารณาเบื้องต้น โดยได้สอบถามทางโทรศัพท์กับพระอุปัชฌาย์ แต่ไม่ได้นำตนเข้ามาปรึกษาและแสดงตนเป็นผู้มุ่งบรรพชาอุปสมบทกับพระอุปัชฌาย์โดยตรง ท่านจึงไม่ทราบว่ามีลักษณะที่ควรอนุญาตหรือไม่ควรอนุญาตให้บรรพชา จะเห็นว่าในเบื้องแรกท่านก็อนุญาตเพราะผู้ที่สักลายมาขอบวชมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่มากถึงขนาดกับต้องพิจารณาใหม่แบบนี้ และโดยปกติการขอบรรพชาสามเณรระยะสั้น ทางคณะสงฆ์จะไม่ค่อยขัดต่อศรัทธาแม้จะใช้เวลาบรรพชาน้อย เพียงแต่บวชหน้าไฟก็อนุญาตเพราะถือว่าเป็นผู้รักษาและสืบทอดพระศาสนา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของพระอุปัชฌาย์เป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นตัวแทนสงฆ์ที่มอบหมายให้เสมือนเป็นผู้พิจารณา ....พระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ได้รับพระพุทธานุญาตให้บรรรพชาอุปสมบทแทนพระพุทธองค์ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ภายหลังจากที่พุทธศาสนาได้เผยแผ่และมีผู้เลื่อมใสในคำสอน มุ่งออกบรรพชาอุปสมบทเป็นจำนวนมาก ในระยะนี้จึงเริ่มมีพระวินัย เกี่ยวกับการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ใดบวชได้ หรือให้บวชไม่ได้ เพราะเมื่อพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงวินิจฉัยเองแล้ว มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของสงฆ์และพระอุปัชฌาย์จึงต้องกำหนดเป็นพระวินัยไว้ให้เป็น“กติกา” ของการรับกุลบุตรเข้ามา มิใช่ให้รับทั้งหมด แม้ในสมัยนั้นก็มิได้อนุญาตเสียทั้งหมด ในบางกรณีรับมาก่อนทราบภายหลังว่าเป็นโทษก็มี ในบางกรณีก็กราบทูลถามก่อนแล้วเมื่อมีข้อขัดข้อง ก็ไม่อนุญาตให้บวชก็มี .....เพราะคำสอนในทางพุทธศาสนานั้น ไม่มีข้อจำกัด เป็นใครก็ได้ ผู้หญิงก็ได้ ชายก็ได้ หรือมิใช่ชายหญิงก็ได้ จะมีฐานะ รูปร่าง หน้าตา ลักษณะเป็นอย่างไร ก็ปฏิบัติได้หมด เพียงแต่ถ้าจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น จะต้องได้รับการอนุญาตจากสงฆ์และถูกต้องตามพระวินัยก่อน ถ้าท่านไม่อนุญาตเราจะประพฤติปฏิบัติในฐานฆราวาสก็ได้ .....เพราะเรื่องการบรรลุธรรมนั้น หรือความเข้าใจธรรมและปฏิบัติธรรมนั้นมิได้จำกัดเฉพาะพระสงฆ์ แม้เป็นอุบาสิกาผู้หญิงฟังธรรมจากพระปฏิบัติได้บรรลุก่อนพระก็มีมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว เพียงแต่ที่เป็นกติกาเรื่องการบวชนี้ เป็นพระพุทธานุญาต หรือ เป็นพุทธวินิจฉัยไม่ควรขัดแย้ง หรืออ้างเหตุผลเข้าทางตน เพื่อสักแต่ว่าให้บวชได้เท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จัดว่า หัวดื้อตั้งแต่ต้น เมื่อบวชไปจะเชื่อฟังพระอุปัชฌาย์ได้อย่างไร .....ข้อที่จะวินิจฉัยในเรื่องกุลบุตรมีรอยสักที่หน้าบวชได้หรือไม่นี้ จึงอาจอธิบายกว้างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลศึกษาเปรียบเทียบในกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคตได้อีก .....ในที่นี้ จะกล่าวเพียงประเด็นเดียว คือการพิจารณาเรื่อง “คุณสมบัติ” ของกุลบุตรผู้จะอุปสมบท (จะกล่าวเฉพาะผู้ขอบวช ไม่กล่าวคุณสมบัติของพระอุปัชฌาย์ ยกเว้นมีข้อต้องอ้างถึง) .....อนึ่ง การพิจารณาคุณสมบัติจะต้องกล่าวถึงกฎระเบียบของคณะสงฆ์ในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย คือ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ.๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ ซึ่งออกไว้เพื่อให้สอดคล้อง กับพระวินัย รวมถึงระเบียบมหาเถรสมาคม กำหนดวิธีปฏิบัติในหน้าทีี่พระอุปัชฌาย์ พ.ศ.๒๕๓๗ ควบคู่กัน .....ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ หมวดที่ ๓ ว่าด้วยหน้าที่พระอุปัชฌาย์ นั้น ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑๓ ว่าพระอุปัชฌาย์ต้องพบ (เน้นคำว่า “ต้องพบ”) และสอบสอบสวนกุลบุตรให้ได้คุณลักษณะก่อน จึงรับให้บรรพพาอุปสมบทให้ คุณลักษณะของกุลบุตรนั้น ดังนี้ ..... .....(๑) เป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตตำบลหรืออำเภอที่จะบวช และมีหลักฐาน มี อาชีพชอบธรรม หรือแม้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอื่น แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นคนมีหลักฐาน มีอาชีพชอบธรรม มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่คนจรจัด ..........(๒) เป็นสุภาพชน มีความประพฤติดีประพฤติชอบไม่มีความประพฤติเสียหายเช่น ติดสุราหรือยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น .......... (๓) มีความรู้อ่านและเขียนหนังสือไทยได้ ...........(๔) ไม่เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติ ...........(๕) เป็นผู้ปราศจากบรรพชาโทษ และมีร่างกายสมบูรณ์ อาจบำเพ็ญสมณกิจได้ไม่เป็นคนชรา ไร้ความสามารถหรือทุพพลภาพ หรือพิกลพิการ ..........(๖) มีสมณบริขารครบถ้วนและถูกต้องตามพระวินัย ..........(๗) เป็นผู้สามารถกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทได้ด้วยตนเองและถูกต้องไม่วิบัติ .....และกำหนดไว้ในข้อ ๑๔ ว่า พระอุปัชฌาย์ต้องงดเว้นการให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามเหล่านี้ ..........(๑) คนทำความผิดหลบหนีอาญาแผ่นดิน ...........(๒) คนหลบหนีราชการ ..........(๓) คนต้องหาในคดีอาญา ..........(๔) คนเคยถูกตัดสินจำคุกโดยฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ ..........(๕) คนถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาดทางพระศาสนา ..........(๖) คนมีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ เช่น วัณโรคในระยะอันตราย ..........(๗) คนมีอวัยวะพิการจนไม่สามารถปฏิบัติกิจพระศาสนาได้ ....กฎมหาเถรสมาคมนี้เอื้อเฟื้อและสอดคล้องกับพระวินัยที่กำหนด “ภัพพบุคคล และอภัพพบุคคล”ไว้ ....ในอภัพพบุคคลที่ถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาดมี ๓ จำพวก คือ .....๑.คนมีเพศบกพร่อง มี ๒ จำพวก ได้แก่พวกบัณเฑาะก์ และอุภโตพยัญชนก คือคนมี ๒ เพศ (มีประเด็นวินิจฉัยต่อ) .....๒.คนประพฤติผิดพระธรรมวินัย มี ๗ จำพวก ได้แก่ ๑) คนฆ่าพระอรหันต์ ๒)คนประทุษร้ายนางภิกษุณี ๓)คนลักเพศ ๔)ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๕)ภิกษุต้องปาราชิกละเพศไปแล้ว ๖)ภิกษุผู้ทำสังฆเภท ๗)คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต .....๓.คนประพฤติผิดต่อกำเนิดของตน มี ๒ จำพวก ได้แก่ ๑) คนฆ่ามารดา ๒) คนฆ่าบิดา .....ในพระวินััยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค หน้าที่ ๑๔๗ ข้อที่ ๑๓๓ เรื่องพระพุทธเจ้าทรงห้ามมิให้บรรพชาอุปสมบทบุคคล ๒๐ ประเภท เป็นกลุ่มที่ ๑ (ส่วนนี้เป็นคุณสมบัติของพระอุปัชฌาย์ ขอยกไว้) .....ในข้อ ๑๓๕ ระบุถึงบุคคลที่ไม่ควรให้บรรพชาอุปสมบทอีก ๓๒ จำพวก เป็นกลุ่มที่ ๒ประกอบด้วย ๑. คนมือด้วน ๒.คนเท้าด้วน ๓.คนทั้งมือและเท้าด้วน ๔.คนหูขาด ๕.คนจมูกแหว่ง ๖.คนทั้งหูขาด และจมูกแหว่ง ๗.คนนิ้วมือนิ้วเท้าขาด ๘.คนมีง่ามมือง่ามเท้าขาด ๙.คนเอ็น ขาด ๑๐.คนมือเป็นแผ่น ๑๑.คนค่อม ๑๒.คนเตี้ย ๑๓.คนคอพอก ๑๔.คนถูกสักหมายโทษ ๑๕. คนมีรอยเฆี่ยนด้วยหวาย ๑๖.คนถูกออกหมายสั่งจับ ๑๗.คนเท้าปุก ๑๘.คนมีโรคเรื้อรัง ๑๙.คนมีรูปร่างไม่สมประกอบ ๒๐.คนตาบอดข้างเดียว ๒๑.คนง่อย ๒๒.คนกระจอก ๒๓.คนเป็นโรคอัมพาต ๒๔.คนมีอิริยาบถขาด ๒๕.คนชราทุพพลภาพ ๒๖.คนตาบอดสองข้าง ๒๗.คนใบ้ ๒๘.คนหูหนวก ๒๙.คนทั้งบอดและใบ้ ๓๐.ทั้งบอดและหนวก ๓๑.ทั้งใบ้และหนวก ๓๒.คนทั้งบอดใบ้และหนวก. .....มีข้อพึงระวังในเรื่องนี้คือ “คำแปล” ภาษาบาลี ที่อาจไม่เข้าใจ,เข้าใจผิด หรือคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะท่านที่ถือจำไว้เฉพาะคำแปลภาษาไทย แล้วยึดว่าถูกต้องโดยไม่ดูที่มาภาษาบาลี .....ภาษาบาลีบางคำท่านแปลต่างกันเช่น คำว่า ขญฺชํ บางแห่งท่านแปลว่า คนกระจอก, บางแห่งแปลว่า คนค่อม อย่างนี้เป็นต้น พออ่านพบคำว่า คนกระจอก ก็จะกลายเป็นว่าพุทธศาสนาห้ามคนกระจอก เลยพาลคิดไปฟุ้งซ่านว่าคนกระจอกอย่างเราบวชไม่ได้ ก็กลายเป็นปัญหาเรื่อง “ความไม่รู้ภาษาบาลี”อีกประเด็นหนึ่งดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (เช่นจำคำว่า “โพนทะนา” มาใช้ โดยไม่รู้จักคำแปลอื่น) ....คำว่า ปริสทูสกํ (หรือ คลคณฺฑึ) ซึ่งมีการอธิบายเพิ่ม ท่านแปลว่า คนมีรูปร่างไม่สมประกอบบ้าง แปลว่าคนประทุษร้ายบริษัทตรงๆ บ้าง หรือคนแปลกเพื่อนบ้าง ในอรรถกถาจึงต้องแก้อีกว่า ได้แก่คนสูงเกินไป ต่ำเกินไป ดำเกินไป ขาวเกินไป ผอมเกินไป อ้วนเกินไป มีศีรษะเขื่องเกินไป มีศีรษะหลิมเกินไป ....สรุปแยกออกเป็น ๘ กลุ่ม คือ ๑.กลุ่มคนมีโรคติดต่อกัน โรคไม่รู้จักหาย โรคเรื้อรัง (ได้แก่ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคพยาธิ โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู) บางโรคต้องรักษาให้หายก่อนจึงบวชให้ได้ ๒.กลุ่มคนมีอวัยวะบกพร่อง ๓.คนมีอวัยวะไม่สมประกอบ ๔.คนพิการ ๕.คนทุรพล ๖.คนมี่เกี่ยวข้อง ๗.คนเคยถูกอาชญาหลวง ๘.คนประทุษร้ายความสงบ นอกจากนั้น ยังมีคนต้องห้ามอีก ๓ จำพวกคือ ๑.คนไม่มีอุปัชฌาย์ ๒.คนไม่มีบาตร ไม่มีจีวร หรือไม่มีทั้งบาตรทั้งจีวร ๓.คนยืมบาตร ยืมจีวร หรือยืมทั้งบาตรทั้งจีวรเขามา (ข้อนี้สาธุชนส่วนใหญ่ไม่ทราบ) .....ในกาลข้างหน้า อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น คนพิการอยากบวชก็อาจขอสิทธิ์บ้าง หรือเกิดเป็นข้อสงสัยบ้าง พึงดูพระวินัยเหล่านี้ประกอบ เพื่อจักได้ไม่ต้องสงสัย และถ้ามีข้อที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเพราะไม่ชัด ก็จะได้นำข้อความในพระไตรปิฎกหรืออรรถกถา หรือฎีกา มาใช้เป็นแนวทางศึกษาเพื่อความกระจ่างและปฏิบัติโดยถูกต้องต่อไป .....ในการบรรพชาอุปสมบทจึงต้องคัดเลือกกุลบุตรให้ถูกต้องตามพระวินัย เพื่อป้องกันมิให้เกิดวิบัติ คือความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เพราะการบรรพชาอุปสมบทจะสำเร็จได้และถูกต้อง จะต้องประกอบด้วยสมบัติ ๔ ประการ อันได้แก่ วัตถุสมบัติ เช่นกุลบุตรต้องมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์และมิใช่อภัพพบุคคล บุคคลต้องห้ามเป็นต้น รวมถึง ปริสสมบัติ,สีมาสมบัติ,กรรมวาจาสมบัติด้วย .....ถ้ากุลบุตรขาดคุณสมบัติ ย่อมกลายเป็นวิบัติไป กล่าวคือการบรรพชาอุปสมบทไม่สำเร็จ .....ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า “กุลบุตรมีรอยสักที่หน้า ให้บวชได้หรือไม่” .....เมื่อพิจารณาในเบื้องต้นจากพระวินัยก็ดี จากกฎมหาเถรสมาคมก็ดี เห็นว่า .....ประการที่ ๑ ในแง่พระวินัย แม้นมีโดยอ้อมเกี่ยวกับรอยสัก เช่นข้อห้ามบวชกลุ่มคนที่เคยถูกอาชญาหลวง จำพวกที่ ๒ คือ ลกฺขณาหโต คนถูกสักหมายโทษ เช่น ในกาลก่อนคนต้องปาราชิก ถูกสักหน้า ส่วนคนถูกสักหมายหมู่ เช่นพวกเลขในกาลก่อน และพวกทหารในกาลเป็นลำดับไม่นับเข้าในบทนี้ กุลบุตรท่านที่ขอบวชก็ไม่จัดเข้าในกลุ่มนี้ .....แต่น่าพิจารณาในข้อ ปริสทูสโก คือคนแปลกเพื่อน ซึ่งเมื่ออยู่ในหมู่สงฆ์แล้วอาจดูแปลกไปจากคณะ ถ้าพิจารณาจากเรื่องอภัพพบุคคลในด้านรูปร่างกายซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมในฐานะ “ภิกษุ” เช่นรูปเท้า มือ การเดินที่ผิดปกติและลำบาก รวมถึงโรคติดต่อท่านยังไม่อนุญาต แล้วถ้ามีลักษณะอื่นๆที่ แปลกไปจากหมู่ปรากฏ ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะจัดเข้าในกลุ่มด้วยเหมือนกัน .....หรืออีกนัยหนึ่งการกระทำที่เป็นตัวอย่างให้คนอื่นทำตาม ซึ่งจะแก้ไขยากในอนาคต เพราะได้ข้ออ้างว่า คนนี้กระทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน เหมือนอนุญาตให้บัณเฑาะก์บวชเป็นต้น ก็จักเป็นเหตุให้การรักษาพระวินัยยุ่งยากมากขึ้น .....ในแง่กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบมหาเถรสมาคมนั้น ถือว่าอาจเสี่ยงต่อความผิด คือผู้ที่ขอบวชไม่ได้เข้าพบปรึกษากับพระอุปัชฌาย์โดยตรงแต่ต้น จึงไม่ได้พิจารณาคุณสมบัติของกุลบุตรโดยถี่ถ้วน (ข้อนี้นับเป็นข้อบกพร่องเบื้องต้นของทั้งสองฝ่าย จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจ) และไม่ได้ซ้อมขานนาคก่อน เพียงแต่ตกลงกันทางโทรศัพท์ผ่านผู้รับเรื่อง แล้วจะถือผ้าไตรจีวร(ไม่มีบาตร)มาขอบรรพชาเลย โดยยังมิทันได้ตกลงเรื่องระเบียบกติกาอื่นๆที่กำหนดไว้ ก็เป็นการเร่งรีบจนเกินควร จึงเป็นการบวชแบบไม่มีระเบียบอีก .....พิจารณาอย่างนี้ จึงเห็นว่า ไม่ควรอนุญาตให้บวช (ตามเหตุผลประการที่ ๒ประกอบด้วย) .....ประการที่ ๒ “ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจพระอุปัชฌาย์”ว่าเห็นสมควรหรือไม่ คำว่า “เห็นสมควร” คือ อาจมีข้อสงสัยว่ากุลบุตรผู้นั้นจะบวชไม่ได้ หรือไม่ควรให้บวชเพราะอาจมีข้อบกพร่องตามพระวินัยบัญญติไว้ แต่ชี้ทางออกให้ปฏิบัติตามธรรมได้โดยไม่ขัดแต่ประการใด หรือแม้จะมีพระอุปัชฌาย์รูปอื่นพิจารณาให้บวช ท่านก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ท่านพิจารณาแล้วว่า กุลบุตรผู้นี้ไม่ควรให้บรรพชา .....เมื่อคณะสงฆ์มอบหมายให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตนั้นแล้ว (การเป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตต้องผ่านการสอบตามลำดับ) ท่านใช้ดุลยพินิจของท่านอย่างรอบคอบแล้ว และให้เหตุผลเกี่ยวกับชาวบ้านคือคำนึงถึงผู้จะกราบไหว้และสังคมทีต้องอาศัยอยู่ด้วย ก็ตัดสินโดยไม่บวชให้ จึงควรยอมรับกติกาข้อนี้ ส่วนจะไปขอบรรพชาในเขตอื่นได้หรือไม่ ท่านก็ไม่ห้าม และคณะสงฆ์ก็ไม่ห้าม ถึงจะบวชได้หรือบวชไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพระอุปัชฌาย์ผู้ชี้ขาด เพราะที่เคยบวชได้ก็มี(ซึ่งต้องพิจารณาแยกประเด็นกัน) ยกเว้นว่าในกรณีที่มีปัญหายากจนเกินความสามารถแก้ไขของพระอุปัชฌาย์จริงๆจึงอาจขอปรึกษากับเจ้าคณะที่สูงขึ้นไปกว่าตนได้ .....ดังนั้น ท่านพระอุปัชฌาย์ที่ได้ชี้แจงไปนั้น จึงถือว่ากล่าวถูกต้อง (ส่วนจะมีการพูดจาไม่เหมาะสมประการใดตามที่กล่าวอ้าง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก) ....ในส่วนของกุลบุตร เมื่อมีศรัทธาจะบวช ย่อมต้องศึกษากฎ ระเบียบ กติกา และสำคัญที่สุดคือเรื่องพระวินัย โดยมุ่งจะเข้ามาอบรมตนตามหลักทางพุทธศาสนาศึกษาพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง เพื่อจะสลัดตนให้พ้นจากทุกข์และเรื่องโลกีย์วิสัย แต่ในเมืองไทยนั้นแม้จะไม่ได้มุ่งเป้าหมายถึงขั้นสูงสุด คณะสงฆ์ก็อนุญาตเพราะเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาได้เช่นเดียวกันดังได้กล่าวไว้แล้ว รวมถึงเป็นการสงเคราะห์ศรัทธาสาธุชนที่นับถือพระพุทธศาสนาให้ได้มีศรัทธาปสาทะมั่นคงในพระพุทธศาสนาด้วย .....แต่ในกรณีนี้ผู้บวชมุ่งเพียงจะ “บวชแก้บน”เท่านั้น หรือแม้มุ่งจะอาศัยการบวชเพื่อฝึกฝนอบรมตนก็ตาม ก็มีข้อที่พิจารณาได้ด้วยตนอยู่ เช่น ความรู้เป็นพื้นฐานว่า การมีรอยสักที่หน้านั้นผิดแม้กระทั่งต่อระเบียบการรับคนเข้าทำงานในหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ หมอ เป็นต้น จึงควรนำปรึกษากับพระอุปัชฌาย์ให้กระจ่างก่อนว่าบวชได้หรือไม่ .....อีกอย่างต้องมองในมุมกลับว่า ถ้ามีคนสักหน้าแบบนี้มาขอบรรพชาเป็นจำนวนมาก จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นในระยะต่อไปหรือไม่ เพราะผู้มีที่มีรอยสักบนหน้า มีได้หลายสาเหตุ .....ทั้งเมื่อไม่ได้รับอนุญาตแล้วก็ควรสอบถามและศึกษาเพื่อความเข้าใจมิใช่ตัดพ้อ หรือกล่าวดูถูกตนว่าเป็นคนบาปหรือคำอื่นๆที่ให้ร้ายตน หรือตัดพ้อคณะสงฆ์ รวมถึงแสดงทัศนะที่อาจไม่เป็นสัมมาทิฏฐิด้วย ....ถ้าหากตั้งใจบวชหรือตั้งใจทำดี ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะคนดีนั้นทำดีได้ง่ายทุกทาง ทั้งกาย วาจา และใจ เพราะว่าโดยหลักทางพระพุทธศาสนานั้นจะปฏิบัติในฐานะภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก็ได้ผลเสมอเหมือนกัน เพียงแต่มีข้อจำกัดทางพระวินัยหากจะบรรพชาเท่านั้น เราควรภูมิใจเสียอีกว่า พระวินัยได้คัดกรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทไว้นานแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล หากเราอยู่ในฐานะที่บวชไม่ได้ก็ยังสามารถศึกษากับครูบาอาจารย์พระภิกษุสามเณรในฐานะอื่นๆได้เหมือนกัน เพราะจะบวชหรือไม่บวชก็เป็นคำสอนเดียวกันหากเชื่อ หากเลื่อมใสจริงๆ จึงมิใช่เรื่องที่ต้องน้อยใจแต่ประการใด เพราะอาจเกิดเปรียบเทียบจนเป็นกิเลสข้อมานะขึ้นมาในจิตอันจะต้องฝึกฝนต่อไปอีก .....ขอมุทิตาในกุศลเจตนาที่กุลบุตรมุ่งจะบรรพชาอุปสมบท และขอให้รักษาจิตนี้ไว้ แล้วหันมาอบรมตนเริ่มจากฝึกให้ทาน ฝึกรักษาศีล ฝึกบำเพ็ญภาวนา หรือฝึกทำสมาธิจนกว่าจะเกิดผลเป็นปัญญา ในฐานะพระสงฆ์ในพุทธศาสนาที่ได้โอกาสจากคณะสงฆ์ ยินดีที่จะสนทนาธรรมตามกาลอันควรเพื่อจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่กันและกัน แม้คณะสงฆ์พระภิกษุสามเณรรูปอื่นๆในพุทธศาสนานี้ก็เชื่อว่าท่านยินดีในการปฏิบัติหน้าที่อบรมกุลบุตรผู้มุ่งดีเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าเมื่อมุ่งหวังจะทำดีแล้ว อะไรก็ไม่เป็นอุปสรรค ซ้ำจะเป็นแรงผลักดันให้ใช้ปัญญาพิจารณาด้วย .....แลประการสำคัญ เมื่อทุกฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ต่อกันด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ย่อมไม่เกิดเป็นเหตุการณ์“ดราม่า”ตามภาษาปัจจุบัน หรือหาควรทะเลาะเบาะแว้งเพราะเรื่องอันมีข้อยุตินี้ไม่ ถึงความเห็นไม่ตรงกันก็มิได้หมายความว่าต้องตำหนิหรือกล่าวโทษกัน ยกเว้นในฝ่ายพระที่ให้แสดงอาบัติต่อกันเพื่อแก้ไขปรับปรุงข้อที่ล่วงละเมิดเท่านั้น แต่ควรปรึกษาหารือและร่วมกันพิจารณาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยปัญญา ตามหลักพระธรรมวินัยในพุทธศาสนาที่เรานับถือทุกฝ่าย ก็จะพบทางออกที่ถูกต้องแล

.....ขอพระสัทธรรมจงดำรงอยู่สิ้นกาลนาน ฯ

เขมจิตฺโต ภิกขุ ๓๐/๘/๒๕๖๐